Portfolio Management by White Collar

ข้อดีของการเป็นมนุษย์เงินเดือนคือเรามีรายได้ที่แน่นอน แล้วถ้าเรามี การบริหารเงิน ที่ดี เราจะสามารถออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ หรือลงทุนเพื่อสร้าง passive income สำหรับ อิสรภาพทางการเงิน ในอนาคต

ในความเห็นของผม การลงทุนที่เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราคือการลงทุนใน กองทุนรวม กองทุน LTF, หุ้น และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งสามารถให้ผลตอบแทนดีกว่าฝากเงินไว้กับธนาคารเฉยๆ

ปัญหาอยู่ที่ว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศีกษาข้อมูล ก่อนตัดสินใจลงทุน ดังนั้นเราจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจ ในการลงทุนแต่ละประเภท เพื่อที่จะสามารถลดความเสี่ยงและได้มาซึ่งผลตอบแทนที่คุ้มค่า

จนถึงวันนี้ ผมยังเสียใจที่ตอนช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งกับแฮมเบอร์เกอร์ ผมไม่ได้สนใจศึกษาเรื่องการลงทุนในหุ้นอย่างเพียงพอ และ บริหารเงิน ไม่เป็ฯ จึงไม่ได้เข้าลงทุนในจังหวะที่ควรลงทุน ทำให้พลาดโอกาสที่จะเป็นหนี่งในบรรดานักลงทุนที่รวยมาจากวิกฤตในช่วงนั้น

หลังจากนั้นผมก็เริ่มมาศีกษาการลงทุน และได้อ่านหนังสือหลายเล่ม เกี่ยวกับทฤษฎีการลงทุนต่างๆ คราวนี้มีปัญหาละ แล้วเราจะใช้แนวทางไหนดี จะวางแผนการลงทุนยังไงดี จะใช้เทคนิคคอล หรือ VI ดี มีการลองผิดลองถูกอยู่หลายรอบ แต่ก็ไม่ได้ผลตอบแทนอย่างที่ต้องการ เนื่องจากว่าตลาดหุ้นได้ขึ้นมาเยอะมากแล้ว จะใช้วิธีของ VI ก็ผ่านโอกาสทองนั้นมาแล้ว ไม่มีเวลาศึกษาเทคนิคคอลและยากเกินกว่าจะเข้าใจ

ในที่สุดก็คิดว่าสร้างพอร์ตการลงทุนของเราเองที่เหมาะกับพฤติกรรมและนิสัยของเราดีกว่า โดยผมกำหนดหลักปฎิบัติ 4 ข้อดังนี้ เพื่อใช้ในการบริหารพอร์ตการลงทุนของตัวเอง

  1. ต้องรักษาเงินต้นไว้ให้ได้ หรือ ขาดทุนให้น้อยที่สุด
  2. ต้องกระจายความเสี่ยง
  3. ต้องขยายพอร์ตให้เติบโต ทั้งแนวต้้งและแนวนอน
  4. ต้องลดต้นทุน หรือ maximize profit

รักษาเงินต้นไว้ให้ได้

การเลือกหุ้นเข้าพอร์ตผมจะเลือกหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ โดยมีค่า Beta ต่ำกว่า 1

Beta คือเครื่องมือชี้วัดความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ค่า ฺBeta ของหุ้นก็คือค่าความผันผวนของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับตลาด หุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง (Source: http://asiaplus.info/beta/)

โดยจะเน้นที่ผลตอบแทนในแง่ของเงินปันผลเป็นหลัก ซึ่งก็คือหุ้นปันผลหรือหุ้นเชิงรับ (Defensive Stock) แต่จะเลือกเข้าซื้อในจังหวะที่ ราคาต่ำมากๆ การเข้าซื้อหุ้นแต่ละตัวก็จะไม่ซื้อครั้งเดียว แต่จะทยอยซื้อและจะซื้อตอนหุ้นมันลงมามากๆ หรือว่า side way เป็นเวลานานๆ แต่จะไม่ค่อยนิยมซื้อตอนหุ้นขึ้น (กลัวติดดอย) เพราะถ้าต้นทุนเราสูงขึ้น โอกาสขาดทุนก็มากขึ้น

ทั้งนี้หมายความว่าเราต้องมั่นใจในธุรกิจของหุ้นที่เราเลือกมาแล้ว โดยปกติจะเลือกหุ้นของบริษัทที่เรารู้จักและพอที่จะเข้าใจในธุรกิจของบริษัทนั้นๆ ผมจะมีหุ้นในพอร์ตไม่เกิน 7 ตัว จะไม่ให้มากไปกว่านี้ เพราะไม่มีเวลาติดตาม

ถ้าไม่มีจังหวะเข้าซื้อหุ้นก็จะเอาเงินไปลงที่กองทุน LTF แทนเพื่อลดหย่อนภาษี หรือ ลงที่กองทุนตลาดเงินเพื่อเก็บรักษาเงินต้นไว้ และถ้าเกิดเลือกเข้าซื้อหุ้นผิดจังหวะหรือเลือกหุ้นผิด ก็จะขายออก (Cut Loss) ให้ขาดทุนน้อยที่สุดเพื่อจะได้นำเงินไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นที่ดีกว่า การถือหุ้นติดดอยไว้เป็นเวลานานๆ ทำให้เสียโอกาสการลงทุนได้

กระจายความเสี่ยง

การบริหารเงิน ของผมคือ ผมจะไม่ลงเงินเก็บทั้งหมดในหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยง แต่จะนำเงินเก็บไปไว้ที่บัญชีเงินฝากประจำทั้งหลาย หรือกองทุนตลาดเงิน เผื่อไว้ในยามฉุกเฉิน ซื่งมีหลายผลิตภัณฑ์ให้เลือก โดยส่วนตัวผมเลือกใช้ K-Money

ส่วนเงินที่ลงทุนในหุ้นจะเป็นเงินเดือนที่หักออกมาแต่ละเดือน ไว้ซื้อหุ้นบ้าง ซื้อ LTF บ้างแล้วแต่สถานการณ์ การลงทุนในหุ้นส่วนใหญ่ จะเลือกหุ้นที่เป็น defensive stock เป็นหลัก เพราะต้องการลดความเสี่ยง แต่ก็มีความเสี่ยงในแง่ของการเติบโต จึงต้องเลือกหุ้นเดิบโตเข้าพอร์ตไว้ประมาณ 2-3 ตัว จาก หุ้น 7 ตัวที่กำหนดไว้ ในส่วนของกองทุน LTF จะถือมากกว่า 1 กองทุน เพราะแต่ละกองทุนมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป บางกองแจกปันผลแต่เดิบโตช้า บางกองไม่แจกปันผลแต่เดิบโตเร็ว บางกองผันผวนน้อย บางกองมีความผันผวนมากกว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุน

ที่สำคัญเราต้องไม่ใส่ไข่ของเราทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว นอกจากลงทุนในหุ้นและกองทุน ก็เริ่มมองหาสินทรัพย์การลงทุนประเภทอื่น เช่นทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ แต่ทองคำมีข้อเสียตรงที่ไม่สามารถสร้าง passive income ได้ และอาศัยส่วนต่างของราคาอย่างเดียว แต่เป็นสินทรัพย์ที่ดีกว่าเงินกระดาษ หากเกิดวิกฤติโลกจริงๆ

ขยายพอร์ตทั้งแนวราบและแนวดิ่ง

เนื่องจากเงินลงทุนเราน้อย ดังนั้นเราต้อง บริหารเงิน ให้ดี เพราะไม่สามารถลงทุนด้วยเงินจำนวนมากได้ เราต้องค่อยๆสะสมจำนวนหุ้นของเราให้โตขึ้น เมื่อพอร์ตเราโตผลตอบแทนเราก็โตตาม ดังนั้นผมก็จะสะสมหุ้นไปเรื่อยๆ โดนตั้งเป้าหมายไว้ว่าผมจะสามารถได้ passive income จากหุ้นที่มีในรูปแบบปันผล เพียงพอกับค่าใช้จ่ายยามเกษียณ

ในขณะเดียวกันก็พยายามขยายพอร์ตในแนวราบด้วย เช่นเพิ่มหุ้น หรือ กองทุน เข้าพอร์ต และจะขยายพอร์ตไปลงทุนกับสินทรัพย์อย่างอื่นบ้างเช่น อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หรือ ทองคำ

ลดต้นทุน

นอกจากการเข้าซื้อหุ้นตอนที่ราคาหุ้นลงมากๆแล้ว ผมก็จะมีการขายออกบ้างบางส่วน เมื่อราคาหุ้นขึ้นมามากๆ และจะกลับมาซื้อใหม่ตอนราคาลงมาปกติหรือต่ำลง เพื่อลดต้นทุน ผมได้แนวคิดนี้มาจาก คุณเทพ รุ่งธนาภิรมย์ ในหน้งสือหุ้นห่านทองคำ และเชื่อว่าเป็นแนวทางที่ดีมาก เมื่อต้นทุนลดลง Yield ก็จะเพิ่มขึ้น

แน่นอนว่ามันไม่ได้เกิดทุกวันหรือทุกเดือน หุ้นแต่ละตัวจะมีรอบของมันเองเป็น cycle ดังนั้นอันดับแรกคือสะสมหุ้นให้ได้เยอะๆ ก่อน แนวทางหุ้นห่านทองคำจะต่างจาก DCA (dollar cost average) เพราะว่า DCA เป็นการถัวเฉลี่ยต้นทุน และอาจจะขาดทุนได้หากราคาหุ้นตกลงมาอย่างมากต่ำกว่าราคาต้นทุนเฉลี่ยของเรา เท่าที่ศึกษามา การทำ DCA เหมาะกับกองทุนมากกว่า การทำ DCA บนหุ้นรายตัว

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการบริหารพอร์ตลงทุนของเรา คือการจดบันทึก ซึ่งจะทำให้เรารู้ว่าระบบหรือการบริหารพอร์ตของเราจริงๆแล้วได้ผลกำไรหรือว่าขาดทุน การจดบันทึกสามารถทำบน Excel ควบคู่ไปกับ การใช้ Portfolio จำลองตามเว็บต่างๆได้ ที่ผมใช้อยู่ก็มี Jitta.com และ K-Expert MyPort

By |2019-02-26T05:10:24+00:00October 7th, 2018|

About the Author:

เป็นพนักงานออฟฟิศและนักลงทุนคนนึง ที่อยากจะลองแชร์ความรู้และประสบการณ์จากการทำงานและการลงทุนด้วยตนเอง ให้กับเพื่อนๆร่วมอาชีพ สามารถติดตามเราได้ที่ Website: http://salarymatter.com Facebook: https://www.facebook.com/salarymatter IG: Salarymatter Twitter: @Salarymatter