ความรู้ทางการเงิน ประกอบด้วย 4 อย่าง
1. วิธีการหาเงิน : ก่อนจะบริหารเงินเราก็ต้องมีเงินก่อน นี่จึงเป็นด่านแรกที่ต้องผ่าน การหาเงินไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าเรามีการศึกษาที่ดียิ่งง่ายใหญ่ การจบปริญญาตรีมาได้ถือว่าได้เปรียบเพราะการที่บริษัทจะรับคนเข้าทำงานก็ต้องดูการศึกษาเป็นองค์ประกอบ แต่เราอย่าไปเทียบว่ามหาเศรษฐีบางคนก็ไม่ได้จบสูงอะไร ทำไมเค้ารวยได้ นั่นคือคนส่วนน้อยของสังคม ยังไงการมีการศึกษาก็ดีกว่าแน่นอนเป็นมนุษย์เงินเดือนก็ไม่ได้แย่อะไรมากมาย เพียงแต่เราต้องมีความอดทนกับทุกๆอย่าง เด็กสมัยนี้รักสบายเพราะเกิดมาก็สบายแล้ว ในยุคที่ทุกอย่างหาง่าย การบริโภคจึงมีมากขึ้น แล้วคนเราก็รักความสะดวกสบาย จริงอยู่เป็นสิ่งที่ทุกคนชอบ แต่เราก็ต้องฝึกความอดทนด้วย เพราะสิ่งนี้จะพาเราฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆไปได้ด้วยดี
2. วิธีการใช้จ่าย : จริงๆจะบอกว่าตัวน้อดเป็นคนที่รู้จักใช้จ่ายตั้งแต่เด็กๆ อาจเป็นเพราะคุณแม่สอนมาดี ท่านเป็นตัวอย่างในการประหยัดของน้อดเลย รู้จักใช้จ่ายกับสิ่งที่คุ้มค่าคุ้มราคา ยิ่งเป็นของดีราคาไม่แพงยิ่งชอบใหญ่ นี่จะเล่าให้ฟังว่าตอนสมัยเด็กๆน้อดเอากล่องข้าวไปทานที่โรงเรียนเพื่อที่จะเก็บเงินมาหยอดกระปุก แล้วจะดีใจมาก เมื่อเห็นเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น พอโตขึ้นมาก็รู้จักการบริหารค่าใช้จ่าย ว่าอันไหนจ่ายก่อนหลัง แต่เป็นคนไม่ชอบมีหนี้ นี่จะบอกว่าเพิ่งมีบัตรเครดิตตอนอายุ 34 เพราะอะไรรู้ไหมคะ เพราะกลัวเป็นหนี้ กลัวยับยั้งใจตัวเองไม่ได้ แล้วอีกอย่างบัตรเครดิตต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปี แต่พอมาเจอบัตร TMB SO FAST ไม่ต้องเสียค่ะ สมัครเลย 555 แล้วแบบดีมากๆ เพราะส่วนตัวเป็นคนยับยั้งชั่งใจตัวเองได้อยู่แล้ว ก็เลยไม่มีปัญหา แถมยังรูดบัตรสะสมแต้มแลกรางวัลที่ชอบได้อีกต่างหาก Win-Win Situation มากๆ ก็อยากจะฝากเพื่อนๆไว้ว่าบริหารกิเลสตัวเองให้ดี อย่าไปตามใจตัวเองมาก อาจให้รางวัลตัวเองได้แต่ต้องดูกำลังของเราด้วยว่าจ่ายได้มากแค่ไหน การที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้เห็นว่าคนเราบริหาร กิเลสตัวเองไม่ได้ บางอย่างจำเป็นไม่ซื้อ ไปซื้อแต่ของที่ไม่จำเป็นและเป็นขยะ ก็อยากฝากไว้นะคะ คิดดีๆก่อนใช้จ่าย
3. การเก็บออมอย่างชาญฉลาด : ออมก่อนใช้ บอกเลย น้อดก็เป็นคนนึงที่ออมก่อนใช้จ่าย เพราะถึงจะเป็นคนประหยัดแค่ไหน ก็มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน จึงต้องทำการกันเงินออกไปออมก่อนใช้จ่าย ไม่งั้นอาจใช้เพลินจนเงินหมดได้ เริ่มแรกของน้อดเลย คือฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือนค่ะ เป็นการออมต่อเนื่องทุกเดือน ขั้นต่ำเดือนละ 1,000 บาท แล้วดอกเบี้ยไม่ต้องเสียภาษี แต่คนคนนึงมีได้แค่ 1 บัญชีเท่านั้นนะคะ แล้วต่อด้วยประกันสะสมทรัพย์ แล้วแต่ว่ากรมธรรม์จะกำหนดปีที่ต้องออมกับปีคุ้มครองว่าเป็นเท่าไหร่ เช่น 10/15 คือ ส่งเบี้ย 10 ปี คุ้มครอง 15 ปี สามารถนำเบี้ยประกันที่เราส่งต่อปีไปหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท แนะนำให้ส่งเป็นรายปีนะคะ เพราะถ้ารายเดือนจะแพงกว่า เราหักออมต่อเดือนเลยค่ะ เช่น ต้องจ่ายเบี้ยรายปีที่ 20,000 บาท หักออมแต่ละเดือนเลย 1,700 บาท เผื่อเหลือเผื่อขาดค่ะ แล้วพอถึงกำหนดชำระ เราจะได้มีเงินก้อนจ่าย แถมระหว่างเก็บยังได้ดอกเบี้ยด้วยนะ
4. การลงทุน : ส่วนตัวเริ่มด้วย LTF ค่ะ เพราะได้ 2 เด้ง ลดหย่อนภาษีแล้วยังได้ลงทุนในหุ้นด้วย ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ต่อปีและไม่เกิน 500,000 บาท หมายความว่าถ้า 15% ของเงินได้เราเกิน 5 แสนบาทจะซื้อได้สูงสุด 5 แสนนะคะ แต่ถ้าไม่เกินก็ได้เต็ม 15% ของรายได้ต่อปีค่ะ แล้วต้องถือ 7 ปีปฎิทิน ห้ามขายออกก่อนเด็ดขาด เพราะจะโดนภาษีย้อนหลังและเบี้ยปรับต่อด้วยออมในกองทุนธรรมดา ก็เลือกกองทุนที่ผลตอบแทนดี ปันผลสม่ำเสมอ ค่า Fee ต่ำกว่าคนอื่น แล้วก็สะดวกในการซื้อ-ขายสำหรับเราด้วย แล้วเมื่อเราคุ้นชินกับการเหวี่ยงของหุ้นแล้ว เราก็ลงทุนในหุ้นรายตัวได้ค่ะ แต่เราต้องมีความรู้เพียงพอและมีเงินที่เย็น จริงๆ คือแบบ 5-10 ปี ไม่ขายได้อ่ะ จริงๆนานกว่านั้นยิ่งดี เพราะตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงมาก วันนี้ขึ้น พรุ่งนี้ลง แล้วอนาคตไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดวิกฤตเมื่อไหร่ การจัดพอร์ตจึงสำคัญมาก เราไม่ควรนำเงินทั้งหมดที่เรามีมาลงทุนในหุ้นเพื่อหวังรวยเร็ว เราต้องกระจายความเสี่ยงด้วย ลงทุนในตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ แล้วแต่เรานะคะว่าสะดวกสิ่งไหน ควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
#YieldInvestor